ค้นหา :      
: ราคาหุ้น THBEV
 
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: การจัดการดูแลผลกระทบจากธุรกิจ
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: การจัดการดูแลผลกระทบจากธุรกิจ
จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทั้งระดับโลกและระดับประเทศอันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินงานของทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ไทยเบฟเองมีส่วนในการก่อให้เกิดผลกระทบและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน จากรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้งหรือน้ำท่วม ตัวอย่างผลกระทบที่ผ่านมาจาปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในการเพาะปลูกพืชซึ่งรวมไปถึงพืชผลทางการเกษตรที่ไทยเบฟนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก เช่น อ้อย ในการผลิตน้ำตาล ทำให้ราคาน้ำตาลสูงขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการที่ไทยเบฟจะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เพื่อบรรเทาความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยเบฟได้ให้ความสำคัญต่อการปรับตัว แก้ไขปัญหา และการผลักดันการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดการประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของไทยเบฟจะทำให้สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบน้อยที่สุดทั้งในระยะสั้นระยะกลาง และระยะยาว
ไทยเบฟเข้าใจถึงผลกระทบของสภาวะแปรปรวนของภูมิอากาศต่อธุรกิจของเรา เราจึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต
หมายเหตุ:
• ไทยเบฟมีการเปลี่ยนแปลงการแสดงผลการดำเนินงานทางด้านสิ่งแวดล้อมจาก 3 กลุ่มธุรกิจเป็นค่ารวมเดียวของไทยเบฟ
• ปี 2557 ไทยเบฟเลือกเปิดเผยข้อมูลการดึงน้ำมาใช้ตามแหล่งน้ำแทนการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและแฟกเตอร์ของพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อัพเดทให้ถูกต้องมากขึ้น
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ในฐานะที่ไทยเบฟอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มซึ่งใช้น้ำเป็นหลัก ไทยเบฟจึงตระหนักและให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยได้ผนวกประเด็นเรื่องน้ำไว้ในการดำเนินการทางธุรกิจตั้งแต่
  1. กระบวนการพิจารณาคู่ค้า เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้ตระหนัก และให้ความสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำ
  2. กระบวนการบริหารจัดการในภาคการผลิต ทั้งการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอย่างมีความรับผิดชอบโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย
  3. กระบวนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ระหว่างโรงงานกับชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังให้การดำเนินกิจกรรมของทุกฝ่ายมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อยที่สุด ซึ่งการบริหารความเสี่ยงด้านแห่ลงน้ำและการบริหารจัดการน้ำในภาคการผลิต เป็นสิ่งสำคัญที่ไทยเบฟรับผิดชอบและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
การบริหารความเสี่ยงด้านแหล่งน้ำ
เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีความผันผวน หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ     ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำและเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของประเทศ ไทยเบฟตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว คณะกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรได้กำหนดให้การบริหารจัดการแหล่งน้ำเป็นปัจจัยที่ต้องได้รับการพิจารณาในระดับองค์กรและผลักดันอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็น     รูปธรรม และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องบนความรับผิดชอบต่อชุมชน ทั้งแบ่งปันสู่สังคม
ความคืบหน้าของการบริหารงานในปี 2558 ไทยเบฟได้จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความยั่งยืน โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจสุราเป็นกลุ่มแรก       ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหา วางแผนจัดการแหล่งน้ำและการใช้น้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนทางธุรกิจ   รายเดือนและเสนอต่อ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทรายไตรมาส
ที่ผ่านมาไทยเบฟประเมินความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำจากการประเมินพื้นที่ตั้งของโรงงานด้วยเครื่องมือ Global Water Tool ของ World Business Council for Sustainable Development(WBCSD) และ Aqueduct ของ World Resources Institute(WRI) และในปี 2558 ยังจัดทำ Water Resources Review(WRR) โดยเพิ่มการศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและติดตามอย่างใกล้ชิดถึงปริมาณน้ำสะสมในแหล่งน้ำต้นทาง เช่น เขื่อน บึงขนาดใหญ่ แม่น้ำ และประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำของโรงงานที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแหล่งน้ำเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์หาแนวโน้มปริมาณและประเมินความพอเพียงต่อการใช้น้ำในกระบวนการผลิตในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งยังพิจารณาถึงข้อปฏิบัติ เงื่อนไขทางกฎหมาย ตลอดจนอัตราค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับน้ำซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง แล้วนำมาประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทพิจารณาลงทุนด้านแหล่งน้ำต่างๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจต่อไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจึงได้มีกิจกรรมเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านแหล่งน้ำ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจสุรา
บริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด ก่อสร้างบ่อเก็บกักน้ำสามารถรองรับการผลิตต่อเนื่องได้ 60 วัน มีการป้องกันการรั่วซึมด้วยการปูแผ่นพลาสติกรองพื้น แล้วเสร็จด้วยค่าก่อสร้างกว่า 17 ล้านบาทไว้สำหรับเก็บกักน้ำเพื่อใช้บรรเทาความเสี่ยงด้านคุณภาพจากแหล่งน้ำที่มีค่าคลอไรด์สูงในช่วงที่มีน้ำทะเลหนุน บริษัท แสงโสมจำกัด และบริษัท สุรากระทิงแดง (1988) จำกัด ลงทุนขุดเจาะบ่อบาดาลมูลค่ารวมกว่า 19 ล้านบาท สำรองไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ ทำให้กระบวนการผลิตของโรงงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งโดยไม่กระทบกับการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกของเกษตรกรรอบโรงงาน
กลุ่มธุรกิจเบียร์และกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
จากการประเมินด้วยเครื่องมือ Global Water Tool พบว่าโรงงานผลิตในธุรกิจเบียร์และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยง (Stress area) อย่างไรก็ตามทางธุรกิจยังคงประเมินความเสี่ยงเรื่องน้ำ โดยประเมินการใช้น้ำเทียบกับปริมาณแหล่งน้ำที่มีรองรับ ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจไม่มีความเสี่ยงด้านแหล่งน้ำที่รองรับการผลิต ทั้งนี้เนื่องมาจากโรงงานได้มีการวางแผนและประเมินปริมาณการใช้น้ำตั้งแต่ก่อนการสร้างโรงงานอาทิ บริษัทเบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน) บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่(1991) จำกัด บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัดพร้อมทั้งมีแนวทางการจัดเก็บน้ำด้วยถังเก็บน้ำและบ่อเก็บกักน้ำที่สามารถรองรับภาวะฉุกเฉินด้านการขาดแคลนน้ำได้อย่างน้อย90 วัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบหากเกิดภัยแล้ง นอกจากนี้โรงงานบางแห่งใช้แหล่งน้ำบาดาลและตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอาทิ บริษัท โออิชิเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)ซึ่งมีการดำเนินการแผนฉุกเฉินด้านน้ำเพื่อรองรับการจัดการโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอยู่ก่อนแล้ว
นอกจากนี้เรายังนำเครื่องมือ Global Water Tool ประเมินตำแหน่งที่ตั้งโรงงานของคู่ค้ารายสำคัญว่ามีความเสี่ยงด้านแหล่งน้ำหรือไม่หากคู่ค้ารายใดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง ไทยเบฟจะมีมาตรการสื่อสารและจัดประชุมเฉพาะกลุ่มกับคู่ค้ารายนั้นๆ โดยให้คำแนะนำและพัฒนามาตรการลดความเสี่ยงร่วมกันอย่างเหมาะสม ดังเช่นที่กล่าวไว้ในหัวข้อจัดซื้อจัดหาบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
การบริหารจัดการน้ำในภาคการผลิต
นอกจากการบริหารความเสี่ยงด้านแหล่งน้ำแล้ว ไทยเบฟยังมีการบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล รวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เน้นให้มีมาตรการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในทุกกิจกรรมของธุรกิจ โดยเฉพาะกิจกรรมการผลิตซึ่งประกอบด้วยกระบวนการที่ใช้น้ำเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมในปี 2558 มีดังต่อไปนี้
  1. บริหารจัดการการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในกระบวนการผลิต เช่นบริษัท สุรากระทิงแดง (1988) จำกัด ลงทุนก่อสร้างระบบปรับคุณภาพน้ำ เพื่อนำน้ำฝนในบ่อเก็บกักมาผลิตเป็นน้ำที่ได้คุณภาพไปใช้ในการหมักส่า-กลั่นสุราขาว และ บริษัท แสงโสมจำกัด จังหวัดกาญจนบุรี ลงทุนติดตั้งเครื่องผลิตน้ำระบบReverse Osmosis (RO) ขนาด 10 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงเพื่อผลิตน้ำที่บริสุทธิ์ใช้ในเครื่องกำเนิดไอน้ำ (Boiler)ช่วยให้การระบายน้ำออก (Blowdown) จากเครื่องกำเนิดไอน้ำลดลง
  2. เข้าร่วมโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก ในปี 2558 ทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท ประกอบด้วย โรงงานสุรา 3 แห่ง ได้แก่บริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด บริษัท สุรากระทิงแดง (1988)จำกัด และบริษัท แสงโสม จำกัด จังหวัดนครปฐม โรงงานเบียร์ 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน)บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด บริษัท คอสมอสบริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด และโรงงานเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด ได้เข้าร่วม“โครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วยวอเตอร์ฟุตพริ้นท์(Water Footprint)” ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนอกจากนี้ โรงงานสุราอีก 1 แห่ง คือบริษัท เฟื่องฟูอนันต์จำกัด ได้เข้าร่วม “โครงการประเมิน Water Footprint ของสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับโรงงานต้นแบบ บริษัท เฟื่องฟูอนันต์ จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี” เพื่อประเมินและจัดทำค่าอ้างอิงการใช้น้ำซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดการจัดการทรัพยากรน้ำของโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ลดการใช้ทรัพยากรน้ำลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น และลดต้นทุนการผลิตแหล่งน้ำที่ไทยเบฟใช้ ประกอบด้วย น้ำผิวดิน น้ำบาดาล น้ำประปา และน้ำฝน ซึ่งมีปริมาณการดึงน้ำมาใช้ตามแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2556-2558 ดังต่อไปนี้
ปริมาณการดึงน้ำมาใช้ตามแหล่งน้ำของไทยเบฟ ตั้งแต่ปี 2556-2558
ประเภทของแหล่งน้ำ หน่วย 2556 2557 2558
น้ำผิวดิน ลูกบาศก์เมตร 14,487,505 14,132,214 14,189,350
น้ำบาดาล ลูกบาศก์เมตร 2,620,764 3,707,780 4,224,647
น้ำประปา ลูกบาศก์เมตร 1,963,118 1,931,783 2,002,513
น้ำฝน ลูกบาศก์เมตร 77,000 108,900 102,850
ปริมาณการดึงน้ำมาใช้ตามแหล่งน้ำทั้งหมด ลูกบาศก์เมตร 19,148,387 19,880,677 20,519,360*
หมายเหตุ:
* อยู่ภายในขอบเขตการรับรองโดย บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด (หน้า 124)
หมายเหตุ:
น้ำผิวดินดึงมาจากแม่น้ำหรือบ่อเก็บกักน้ำ และน้ำฝนวัดปริมาณจากมาตรวัดภายในโรงงาน อย่างไรก็ตามการสอบเทียบมาตรวัดน้ำในทุกโรงงานอยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2559สำหรับการใช้น้ำบาดาลและน้ำประปาดูได้จากใบแจ้งหนี้
ปริมาณการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและกลับมาใช้ใหม่ของไทยเบฟ ตั้งแต่ปี 2556-2558
ประเภทของแหล่งน้ำ หน่วย 2556 2557 2558
น้ำกลับมาใช้ซ้ำ ลูกบาศก์เมตร 225,270 781,917 1,000,296
น้ำกลับมาใช้ใหม่ ลูกบาศก์เมตร 749,615 1,308,280 1,322,022
ปริมาณน้ำกลับมาใช้ซ้ำและกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด ลูกบาศก์เมตร 974,885 2,090,197 2,322,318*
หมายเหตุ:
ข้อมูลปริมาณการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและกลับมาใช้ใหม่จากการคำนวณและมาตรวัด
จากผลการดำเนินงานในปี 2556-2558 การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2558 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปี 2557 คิดเป็นร้อยละ 11 ของปริมาณการดึงน้ำมาใช้ตามแหล่งน้ำของปี 2558
  4. ร่วมมือกับภาครัฐ รณรงค์และจัดกิจกรรมให้พนักงานและชุมชนโดยรอบมีจิตสำนึกในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และตระหนักถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลก ไทยเบฟมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงพัฒนาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้บริษัท เฟื่องฟูอนันต์ จำกัด ได้รับรางวัลการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำดีเยี่ยม บริษัท ยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ดิสทิลเลอรี่ จำกัด และบริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอร์รี่ (1991) จำกัดได้รับรางวัลการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำดีเด่น จากกระทรวงอุตสาหกรรมประจำปี 2558
ไทยเบฟดำเนินกิจการควบคู่ไปกับความใส่ใจและห่วงใยสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้จากการผนวกไว้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับองค์กร การเข้าร่วมโครงการวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของโรงงานต่างๆการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลัก 3Rs ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเพื่อหาประเด็นที่ให้ความสนใจและสำคัญ เพื่อนำมาพิจารณาควบคู่กับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทสู่การวางแผนจัดการ และการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันระหว่างพนักงาน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน จึงส่งผลให้ในรอบปีที่ผ่านมาไทยเบฟมีการดึงน้ำตามแหล่งน้ำมาใช้ต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์ลดลง และยังคงมุ่งมั่นรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายและทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมฟื้นฟูแหล่งน้ำระหว่างพนักงาน หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน
ผู้บริหารไทยเบฟเข้ารับรางวัลการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำ
ในปี 2559 บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน) และบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ได้รับคัดเลือกเป็นสถานประกอบการอุตสาหกรรมต้นแบบ มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และสามารถลดปริมาณการใช้น้ำ (น้ำผิวดินและน้ำบาดาล) จากสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน)
บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558