ค้นหา : 
: ราคาหุ้น THBEV
 
 
 

ทรัพยากรน้ำ

น้ำเป็นประเด็นสำคัญของประเทศไทยและของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นในเรื่องขาดแคลน้ำ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ

ไทยเบฟในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำของประเทศจึงให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำเป็นอันดับต้นๆ ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของเรา

ทั้งนี้ เราจึงตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของเรา ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและประเด็นเรื่องการขาดแคลนน้ำอีกด้วย

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของไทยเบฟ เราจึงนำ หลัก 3Rs คือ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ ใหม่ (Recycle) มาใช้ในการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรน้ำของเรา เช่น
  • Reduce: การลดการใช้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการล้างถังหมักทำให้สามารถลดระยะเวลาการล้างทำความสะอาดถังหมักให้ดียิ่งขึ้นก่อนการใช้สารเคมีในการทำความสะอาดถังทำให้ปริมาณน้ำใช้ลดลง
  • Reuse: การนำน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาใช้ซ้ำ เช่น การนำน้ำจากกระบวนการล้างขวด มาใช้ในการล้างขวดก่อนเข้าสู่เครื่องล้างขวด ซึ่งทำให้สามารถล้างขวดได้ง่ายขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้น้ำลดลง การนำน้ำจาก steam trap และน้ำคอนเดนเสท กลับมาเป็นน้ำป้อนเครื่องกำเนิดไอน้ำ (Boiler) เพื่อลดการใช้น้ำและพลังงานความร้อน
  • Recycle: การนำน้ำจากกระบวนการ Backwash จากกระบวนการ ผลิตนน้ำประปา และน้ำทิ้งจากการผลิตน้ำในกระบวนการรีเวอร์สออสโมซิสกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการบำบัดเพื่อใช้น้ำตั้งต้นในกระบวนการผลิตน้ำระปาเพื่อใช้ภายในโรงงาน การนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดจากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้ทดแทนการใช้น้ำประปา หรือนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในพื้นที่โรงงาน รวมทั้งนำไปใช้เพื่อการเกษตรเพื่อการเพาะปลูกสำหรับชุมชนรอบโรงงาน เช่น ใช้ในการปลูกข้าว ปลูกอ้อย เป้นต้น
 

จากผลการดำเนินงานในปี 2555 ถึง 2557 ดังกล่าว ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ โดยการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reused) และกลับมาใช้ใหม่ (Recycled) แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้


ตารางแสดงปริมาณนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและกลับมาใช้ใหม่ (ลูกบาศก์เมตร/ปี) ตั้งแต่ปี 2555 - 2557

      2555     2556     2557
กลุ่มธุรกิจ ปริมาณน้ำ
กลับมาใช้ซ้ำและ
กลับมาใช้ใหม่
(ลบ.ม)
ปริมาณน้ำ
ทั้งหมดที่ใช้
(ลบ.ม)
% สัดส่วน
การนำกลับ
มาใช้ซ้ำและ
กลับมา
ใช้ใหม่
ปริมาณน้ำ
กลับมาใช้ซ้ำและ
กลับมาใช้ใหม่
(ลบ.ม)
ปริมาณน้ำ
ทั้งหมดที่ใช้
(ลบ.ม)
% สัดส่วน
การนำกลับ
มาใช้ซ้ำและ
กลับมา
ใช้ใหม่
ปริมาณน้ำ
กลับมาใช้ซ้ำและ
กลับมาใช้ใหม่
(ลบ.ม)
ปริมาณน้ำ
ทั้งหมดที่ใช้
(ลบ.ม)
% สัดส่วน
การนำกลับ
มาใช้ซ้ำและ
กลับมา
ใช้ใหม่
สายการ
ผลิตสุรา
1,000,646 8,700,535   1,008,627 8,344,103   1,415,511 8,329,987  
สายการ
ผลิตเบียร์
1,494,673 5,747,360 17 1,584,425 5,462,660 19 1,381,655 4,935,117 21
ยอดรวม 2,495,319 14,447,895 2,593,052 13,806,763 2,797,166 13,265,104
                   

หมายเหตุ: ข้อมูลปริมาณการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและกลับมาใช้ใหม่จากการคำนวณและมาตรวัด


ทางด้านแหล่งของทรัพยากรน้ำที่ไทยเบฟใช้ ประกอบด้วยน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน น้ำฝน และน้ำประปา ซึ่งมีปริมาณการใช้ ดังต่อไปนี้


ตารางแสดงปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด (ลูกบาศก์เมตร)

  2555 2556 2557
กลุ่มธุรกิจ      
สายการผลิตสุรา 8,700,535 8,344,103 8,329,987
สายการผลิตเบียร์ 5,747,360 5,462,660 4,935,117
ยอดรวม 14,447,895 13,806,763 13,265,104
       

หมายเหตุ: ข้อมูลจากมาตรวัดปริมาณการใช้น้ำ


เมื่อรวบรวมปริมาณการใช้น้ำต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์ของสายการผลิตสุรา และสายการผลิตเบียร์ ในปี 2555-2557 แสดงได้ ดังตารางต่อไปนี้


ตารางแสดงปริมาณการใช้น้ำต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์ (ลิตร/ลิตรผลิตภัณฑ์)

  2555 2556 2557
กลุ่มธุรกิจ      
สายการผลิตสุรา 15.21 15.35 15.35
สายการผลิตเบียร์ 6.13 6.28 6.12
       

หมายเหตุ: ข้อมูลจากมาตรวัดปริมาณการใช้น้ำและมาตรวัดปริมาณน้ำเบียร์ สุรา

น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดก่อนปล่อยสู่สาธารณะ

ทั้งนี้ สายการผลิตเบียร์ ในปี 2556 มีปริมาณการใช้น้ำต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมีการติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมในส่วนสายบรรจุ ดังนั้นในปี 2557 จึงได้เร่งรัดมาตรการการจัดการน้ำเพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีโครงการลดการจัดสรรการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การนำน้ำจากกระบวนการกลับมาใช้ การลดความสูญเสียจากกระบวนการ ฯลฯ จากกระบวนการดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำต่อยอดการผลิตลดลงในปี 2557 ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2558 ปริมาณการใช้น้ำจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสายการผลิตสุรามีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นในปี 2556 -2557 เนื่องจาก โรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด มีการเดินระบบ Mechanical Vapor Recompression Evaporation (MVR) โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และการติดตั้ง Cooling Tower ของระบบหมักส่าเพิ่มเติม เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิต และลดการใช้พลังงาน

นอกจากนี้เพื่อเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (Continual and Sustainable Improvement) ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ไทยเบฟเห็นถึงความสำคัญของการใช้กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบโดยการเข้าร่วมโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย Water Footprint ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก กับหน่วยงานภาครัฐ ประโยชน์ที่ได้รับมิใช่เป็นเพียงการลดการใช้น้ำเฉพาะส่วนธุรกิจของไทยเบฟ แต่กระจายไปตลอดห่วงโซ่คุณค่า และยังรวมไปถึงด้านการบริหารจัดการน้ำเสียอีกด้วย โครงการนี้เริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ และจะสิ้นสุดเดือนมิถุนายนปี 2558 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลก ไทยเบฟมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การจัดการความเสี่ยงด้านทรัพยากรแหล่งน้ำ

แม้ว่าสายการผลิตสุราทั้ง 18 โรงงาน และสายการผลิตเบียร์ทั้ง 3 โรงงาน ของไทยเบฟจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่เราได้นำเครื่องมือ Global Water Tool ของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และ Aqueduct ของ World Resources Institute (WRI) มาใช้เพื่อประกอบในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่โครงการลงทุนเพื่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาทดแทนการใช้น้ำบาดาลสำหรับสายการผลิตเบียร์ และการใช้ แหล่งน้ำบาดาลเพื่อทดแทนการใช้แหล่งน้ำผิวดินสำหรับสายการผลิตสุรา นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มาตรการประเมินความเสี่ยง เป็นต้น

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยเบฟจึงมีการบริหารจัดการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงเหล่านั้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • โรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด จังหวัดปทุมธานี และโรงงานสุรา บริษัท นทีชัย จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงงานเบียร์ บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด และโรงงานเบียร์ บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด มีการสร้างเขื่อนคันล้อมเพื่อลดความเสี่ยงด้านอุทกภัย
  • โรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด จังหวัดปทุมธานี มีแผนการทำ Liner บ่อ ในปี 2558 สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านคุณภาพของน้ำที่มีค่าคลอไรด์สูงในช่วงฤดูแล้ง

ปัจจุบันโรงงานที่ผลิตสุราและเบียร์ทุกแห่งได้มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบและได้ลงทุนออกแบบเพื่อป้องกันผลกระทบนี้ตั้งแต่ต้น อาทิ โรงงานเบียร์บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน) โรงงานเบียร์ บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด ที่ได้มีการสร้างบ่อกักเก็บน้ำดิบในช่วงหน้าฝนเพื่อไม่ต้องสูบน้ำในหน้าแล้ง ให้ชุมชนโดยรอบใช้น้ำได้เต็ม ความต้องการ

กระบวนการบริหารจัดการน้ำเสีย

กระบวนการบริหารจัดการน้ำเสียจากกระบวนการผลิต เป็นระบบและการบริหารจัดการที่ทางไทยเบฟให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการลงทุนนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการบริหารจัดการ เช่น การจัดการ สิ่งแวดล้อม (ISO14001) โรงงานสีเขียว (Green Industry) และธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อบริหารจัดการน้ำเสีย มีดังต่อไปนี้

  • การลงทุนติดตั้งระบบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศประกอบด้วย ระบบ UASB (Up Flow Anaerobic Sludge Blanket) และ IC Reactor (Internal Circulation Reactor) ซึ่งเป็นระบบบำบัดที่รับภาระบรรทุก อินทรีย์ได้สูง (High organic loading rate) ใช้เวลาในการบำบัดน้อย จากนั้นบำบัดต่อด้วยระบบำบัดแบบใช้อากาศ ซึ่งเทคโนโลยีการบำบัดดังกล่าวเป็นระบบการบำบัดที่ใช้เงินลงทุนสูง ได้ประสิทธิภาพการบำบัดสูงกว่า 99.5% ส่งผลให้คุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดดีกว่ามาตรฐานกฎหมายกำหนด 3 -5 เท่า อีกทั้งยังสามารถนำก๊าซมีเทนที่ได้จากกระบวนการบำบัดไปใช้ที่หม้อไอน้ำ (Boiler) เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สลัดจ์จากระบบบำบัดมีปริมาณน้อย จึงเป็นการช่วยลดกาก ของเสียอุตสาหกรรมได้อีกด้วย
     
  • การกำจัดน้ำกากส่าที่มีค่าความเข้มข้นของสารอินทรีย์สูง โดยวิธีการเผาน้ำกากส่าด้วยการระเหยแห้ง (Slop Evaporator) และนำมาเผาโดยใช้ Incinerator ซึ่งผลพลอยได้จากกระบวนการเผาน้ำกากส่านี้ สามารถนำพลังงานไปใช้ทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมันเตา ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไอน้ำได้ ประมาณ 64 % ต่อปี คิดเป็นน้ำมันเตาประมาณ 13.5 ล้านลิตร ส่วนเถ้าจากการเผาไหม้ เนื่องจากมีปริมาณของโพแทสเซียมสูง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเป็นการลดผลกระทบด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ดินอีกทางหนึ่ง
     
  • การศึกษาวิจัยคุณสมบัติทางเคมีของน้ำกากส่าจากสายการผลิตสุราพบว่า น้ำกากส่ามีธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในปริมาณสูง จึงมีการนำไปใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพดิน โดยเกษตรกรในชุมชนได้ทำหนังสือขอนำไปใช้เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปี 2557 มีเกษตรกรขอน้ำกากส่าไปใช้ในการเกษตรรวมทุกโรงงานในปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ โรงงานมีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่และแหล่งน้ำข้างเคียง รวมทั้งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการก่อนที่จะให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนน้ำที่ออกจากกระบวนการผลิตและ ผ่านกระบวนการบำบัดจนได้ค่ามาตรฐานแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรดน้ำต้นไม้ภายในโรงงาน ส่งผลให้ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง (Zero Discharge)
     
  • การลดค่าความสกปรกของน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดโดยวัดในรูป COD (Chemical Oxygen Demand) ลดลงไม่น้อยกว่า 2% ต่อปี หรือเท่ากับ 0.009 kg COD/ Hl ผลิตภัณฑ์ เมื่อเทียบกับปี 2554 เป็นปีฐาน ซึ่งสามารถลดค่าความสกปรกได้จริง 26,809 kg COD / ปี หรือลดลงได้ 4.03% ในปี 2557 เมื่อเทียบกับปี 2554 โดยมีมาตรการที่ลดอัตราการปล่อยความสกปรก (COD) สู่สิ่งแวดล้อมและแปรสภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้และสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิเช่น การแยก ของแข็งที่แขวนลอย (Suspended solid) จากกระบวนการอบแห้งกากข้าวมอลท์ (Spent Grain Drying Plant) ออกมาและปรับ กระบวนการให้นำกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าและยังเป็นการลดปริมาณของเสียที่จะไปสู่ระบบการบำบัดน้ำเสียอีกด้วย ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาโดยนำหลักการของ Clean Technology หรือ 3Rs มาใช้ ซึ่งต้องทำที่ต้นทางเพื่อกำจัดสิ่งที่ก่อกำเนิดให้มากที่สุด การลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุด

 

การนำน้ำกากส่ามาใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพดิน
เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี
ระบบบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิตแบบเติมอากาศ

สำหรับการควบคุมคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัด ไทยเบฟ ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและการติดตามผลอย่างจริงจังดังจะเห็นจากการติดตั้งอุปกรณ์และมาตรฐานของห้องปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการขึ้นทะเบียนห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชน และขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมดูแลห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการวิเคราะห์กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังพัฒนาระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการให้ได้รับการรับรองระบบบริหารจัดการห้องปฏิบัติการ ด้วยระบบ ISO/IEC 17025 สำหรับการวิเคราะห์ BOD, COD, pH

การจัดทำรายงานแบบออนไลน์

หน่วยงานราชการสามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยการรายงานผลทาง BOD online ต่ออุตสาหกรรมจังหวัด และ/หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังได้มีการขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมระบบบัดมลพิษน้ำและผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไทยเบฟ ได้กำหนดค่าควบคุมมาตรฐานน้ำที่ออกจากระบบบำบัดน้ำเสียให้เข้มงวดกว่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อแสดงถึงความตระหนักในการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง รวมทั้งคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดมีคุณภาพ สอดคล้องตามมาตรฐานดังกล่าวทุกประการ และดีกว่ากฎหมายกำหนด 3-7 เท่า มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง


ตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแต่ละตัวชี้วัด

      น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัด
Parameter ค่ามาตราฐานน้ำทิ้ง
ตามกฏหมายกำหนด*
มาตราฐานน้ำทิ้งของบริษัท ค่าจริง
pH 5.5 - 9.0 ≤ 8.5 8.02
COD ≤ 120 mg/l ≤ 100 mg/l 28 mg/l
BOD5 ≤ 20 mg/l ≤ 20 mg/l 3 mg/l
TSS ≤ 50 mg/l ≤ 30 mg/l 9 mg/l
TDS ≤ 3000 mg/l - 914 mg/l
       

หมายเหตุ: * อ้างอิงตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เรื่องกำหนดคุณลักษณะของน้ำทิ้งที่ระบายออกจากโรงงาน

ทรัพยากรด้านพลังงาน

พลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับทรัพยากรด้านพลังงานของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจ ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทั้งนี้ สาเหตุหลัก ขอของประเด็นนี้คือ กระบวนการผลิตที่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก และต่อเนื่องของภาคธุรกิจเอง ไทยเบฟจึงตระหนักถึง บทบาทที่สำคัญในการช่วยบรรเทาประเด็นนี้ โดยการยึดมั่นการบริหารงานให้สอดรับกับนโยบายอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการใช้พลังงาน พลังงานอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจึงมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการนำพลังงานกลับมาใช้อย่างคุ้มค่าและการสรรหาพลังงานทดแทน ทั้งประเภทพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นโยบายอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม

เนื่องด้วยจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ทั้งเรื่องการขาดแคลนและราคาที่ผันผวนเป็นเหตุให้ทั่วโลกรวมทั้งไทยเบฟได้ให้ความสำคัญและความตระหนักในเรื่องดังกล่าว โดยในปี 2555 ไทยเบฟได้เข้าร่วมโครงการนำร่องด้านการจัดการพลังงานกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization ; UNIDO) ซึ่งโรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงงานสุรานำร่องในปีดังกล่าว สำหรับในปี 2557 - 2558 โรงงานสุราบริษัท สุรา กระทิงแดง (1988) จำกัด และโรงงานสุราบริษัท เฟื่องฟูอนันต์ จำกัด ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 2 โรงงาน นอกจากนี้ได้คิดค้นวิจัยเพื่อการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • การควบคุมการใช้พลังงานไม่ให้มีพลังงานที่สูญเสีย โดยนำพลังงานสูญเสียกลับมาใช้ใหม่ เช่น การนำความร้อนเหลือทิ้งจากแก๊สแอมโมเนีย (Waste Heat) กลับมาใช้ในการให้ความร้อนน้ำจากระบบรีเวอร์สออสโมซิสก่อนเข้าสู่หม้อต้มไอน้ำ (Steam Boiler) วิธีการนี้ช่วยลดการใช้พลังงานในการให้ความร้อนน้ำจากระบบรีเวอร์สออสโมซิส

  • การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร/อุปกรณ์โดยเป็นการออกแบบ และติดตั้งเอง ให้มีการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม เช่น โครงการปรับปรุง หม้อต้มน้ำเวอร์ท ในกระบวนการผลิตเบียร์ (Wort Kettle) โดยการออกแบบระบบการจ่ายไอน้ำ (Steam) เพื่อลดปริมาณการใช้ไอน้ำในกระบวนการต้มเบียร์ รวมถึงการออกแบบและติดตั้งระบบการหมุนวนของน้ำเวอร์ท (Wort Circulation System) เพื่อการพัฒนาคุณภาพ โดยลดปริมาณไดเมทิลซัลไฟด์ (Dimethyl sulfide ; DMS) ในน้ำเวอร์ท และเพิ่มประสิทธิภาพของฮ๊อพ ทำให้ลดต้นทุนทั้งด้าน พลังงานและวัตถุดิบ

  • การบำรุงรักษาเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ด้วยระบบการบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance; TPM) เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน

  • การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ พร้อมกับให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีการอนุรักษ์พลังงาน

  • การส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์พลังงาน

นอกจากนี้ยังได้นำระบบการจัดการพลังงาน (ISO 50001) เข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนในการปรับปรุงสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในปี 2557 มีโรงงานที่ได้เข้าร่วมโครงการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ โรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด และโรงงาน สุราบริษัท อธิมาตร จำกัด โดยทั้ง 2 โรงงานได้รับการรับรองระบบจาก ACM SERVICES COMPANY LIMITED จากความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่หยุดยั้ง ไทยเบฟยังมีแผนขยายการจัดทำระบบการจัดการพลังงานดังกล่าวให้ครอบคลุมทุกโรงงาน โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานขององค์กร โดยบูรณาการเข้ากับระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
2. การนำมาตรฐานมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อใช้ในการเทียบเคียง (Benchmarking) การจัดทำระบบเอกสาร (Documentation) และ การรายงานผล (Reporting) ผลการปรับปรุงการใช้พลังงาน และ การบริหารจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก
3. การมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบในกระบวนการผลิต เพื่อกระตุ้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
4. การปรับปรุงการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
5. การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
6. การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการพลังงานของไทยเบฟ อย่างเป็นรูปธรรม นำไปปฏิบัติได้จริง และเกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การจัดการพลังงานทางเลือก

ไทยเบฟได้มีการนำพลังงานหมุนเวียน (Renewable) มาทดแทนพลังงาน สิ้นเปลือง (Non-Renewable) ในการผลิตพลังงานความร้อน รวมถึงการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงาน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสุดความสามารถ ทั้งนี้ ได้แสดงปริมาณการใช้พลังงานต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมด ประกอบด้วยพลังงานสิ้นเปลือง (Non-Renewable)
พลังงานหมุนเวียน (Renewable) และพลังงานไฟฟ้า

 

  ปริมาณการใช้พลังงานสิ้นเปลือง ( เมกกะจูล) ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียน ( เมกกะจูล)
  2555 2556 2557 2555 2556 2557
กลุ่มธุรกิจ            
สายการผลิตสุรา 2,565,126,939 1,757,440,210 1,590,390,535 533,817,810 406,672,291 414,956,232
สายการผลิตเบียร์ 756,644,405 783,119,422 679,184,361 262,837,853 203,972,986 115,816,878
ยอดรวม 3,321,771,344 2,540,559,632 2,269,574,897 796,655,032 610,645,277 530,773,110
             

 

  ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ( เมกกะจูล) รวมการใช้พลังงานทั้งหมด ( เมกกะจูล)
  2555 2556 2557 2555 2556 2557
กลุ่มธุรกิจ            
สายการผลิตสุรา 264,032,412 219,831,309 221,847,173 3,362,976,531 2,383,943,810 2,227,193,940
สายการผลิตเบียร์ 352,976,602 330,211,757 329,396,760 1,372,458,859 1,317,304,165 1,124,397,999
ยอดรวม 617,009,014 550,043,066 551,243,933 4,735,435,390 3,701,247,975 3,351,591,940
             

 

 
ภาพแสดงปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของสายการผลิต ภาพแสดงผลประหยัดต้นทุนของโครงการเชื้อเพลิงแข็งและ C2+
สำหรับ Boiler

หมายเหตุ:
ข้อมูลการใช้แหล่งพลังงานข้างต้นมาจาก 18 โรงงานสุราและ 3 โรงงานเบียร์ ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้า 1 เมกกะวัตต์ = 3,600 เมกกะจูล

หมายเหตุ:
ข้อมูลการใช้แหล่งพลังงานข้างต้นมาจากบริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2555 ทั้งนี้บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด และบริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มโครงการนี้ในปี 2557

ตัวอย่างโครงการการเลือกใช้แหล่งพลังงาน

  • โครงการผลิตไอน้ำแบบผสมผสาน (Thermal Hybridization) การนำระบบเครื่องจักรผลิไอน้ำแบบผสมผสานมาใช้ในโรงงาน โดยระบบ ดังกล่าวสามารถปรับแหล่งที่มาของพลังงานได้ตามความเหมาะสม ระหว่างเชื้อเพลิงจำพวกน้ำมันเตา ก๊าซชีวภาพจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย C2+ ซึ่งเป็นก๊าซที่ถูกกำจัดทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน และเชื้อเพลิงแข็ง มาใช้ในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ โครงการนำร่องดังกล่าว ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันเตาได้ถึงร้อยละ 90

  • โครงการเชื้อเพลิงแข็งและ C2+ สำหรับ Boiler ไทยเบฟได้ศึกษาและ ใช้พลังงานทางเลือก ได้แก่ เชื้อเพลิงแข็งและ C2+ ทดแทนการใช้น้ำมันเตา การดำเนินการดังกล่าวในปี 2555 ช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุน การผลิตไอน้ำได้ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ดังแสดงในภาพแสดงการประหยัดต้นทุนของโครงการผลิตไอน้ำแบบผสมผสาน อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นด้วย

  • โครงการประหยัดพลังงาน โดยการติดตั้งระบบระเหยน้ำกากส่าใหม่ ด้วยวิธี Mechanical Vapor Recompression Evaporation (MVR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่โรงงานสุราบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด จังหวัดปทุมธานี สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาในการผลิต ไอน้ำ ได้ประมาณ 13.5 ล้านลิตร คิดเป็นพลังงานความร้อนประมาณ 615.5 ล้านเมกกะจูล และลดการปล่อยไอเสียจากการผลิตไอน้ำ ลดมลภาวะและผลกระทบต่อชุมชน รวมทั้งไม่ทำให้มีของเสียเพิ่มขึ้น

 

การบริหารจัดการมลพิษ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศเป็นประเด็นสำคัญ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ไทยเบฟตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของเราในการบริหารจัดการคุณภาพของอากาศที่ปล่อยออกจากโรงงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

นอกเหนือจากการกำหนดนโยบาย และการควบคุมป้องกันมลพิษจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลาย้ำให้ได้มาตรฐานที่ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว ไทยเบฟยังมีระบบการตรวจสอบคุณภาพอากาศที่ ได้ตามมาตรฐานขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) เพื่อตรวจวัดและรับรองว่าอากาศที่ปล่อยออกจากโรงงานจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบกับชุมชนโดยรอบ รวมทั้งยังได้มีการขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศและผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษอากาศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการบำบัดมลพิษทางอากาศและคุณภาพอากาศ

นอกจากนั้น สายการผลิตสุราและสายการผลิตเบียร์ของไทยเบฟยังมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศของโรงงานเป็นประจำ ซึ่งเป็นการตรวจสอบทุกมวลสารที่ระบายออกจากปล่องระบายอากาศของโรงงาน ผลการตรวจสอบพบว่าปริมาณสารเจือปนในอากาศ เช่น ฝุ่นละอองรวม ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากโรงงานมีค่าดีกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศตามประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศ ที่ระบายออกจากโรงงาน 2549

ภาพแสดงการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ปล่องระบายอากาศ
ของโรงงานสุรา
ภาพแสดงปล่องระบายอากาศของโรงงาน

การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ

นอกเหนือจากนโยบายของไทยเบฟ ที่มุ่งเน้นการประกอบธุรกิจภายใต้กรอบของกฎหมายแล้ว ยังได้มีการดำเนินการตามแนวทางของระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมีการให้ความสำคัญกับระบบ การตรวจสอบ ห้องปฏิบัติการเพื่อสามารถติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดย สนับสนุนการลงทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือในการตรวจวัดคุณภาพ ของอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงมีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ได้แก่

  • Gas Washer เพื่อลดปริมาณซัลเฟอร์ในแก๊ส และการผุกร่อนของเครื่องกำเนิดไอน้ำ
  • O2 Trim เพื่อควบคุมการปรับปริมาณออกซิเจนในการเผาไหม้ ให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์โดยไม่มีการระบายอากาศส่วนเกิน
  • Bag Filter และ Wet Scrubber เพื่อดักจับฝุ่น แก๊ส และไอ ตลอดจนอนุภาคที่มีขนาดเล็ก จากปล่องเครื่องกำเนิดไอน้ำ

จากการตรวจวัดสารเจือปนในอากาศจากปล่องระบายอากาศของเครื่องกำเนิดไอน้ำ พบว่ามีค่าอยู่ในเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ไทยเบฟ ยังให้ความสำคัญในการ ควบคุมกระบวนการ โดยกำหนดให้ใช้เกณฑ์ที่มี ความเข้มงวดกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

ตารางแสดงปริมาณสารเจือปนในอากาศเปรียบเทียบค่ามาตรฐานตามกฎหมายและค่าควบคุมของโรงงาน

 

ค่าเฉลี่ย
      2555 2556 2557
การปล่อยสารเจือปน
ในอากาศ
ค่ามาตราฐาน
ตามกฏหมาย
ค่าควบคุม
ของโรงงาน
     
Dust (mg/m3) ≤240 ≤220 184.6 192.42 162.94
Carbon monoxide
(CO)(ppm)
≤690 ≤600 10.52 10.79 58.56
Sulfur dioxide (SO2)(ppm) ≤950 ≤900 640.54 534.23 471.92
           



โรงงานสุรา บริษัท นทีชัย จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี


ภาพแสดงการเปรียบเทียบระหว่างสารเจือปนในอากาศของเครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงน้ำมันเตา
และข้อกำหนดทางกฎหมายของกลุ่มโรงงานเบียร์

ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงงาน พ.ศ. 2549 ไม่ได้กล่าวถึงปริมาณ CO2 ที่จะระบายออกจากโรงงานไว้

ตารางแสดงสัดส่วนปริมาณคุณภาพอากาศออกจากปล่องที่ดีกว่ากฎหมายกำหนด

จุดตรวจวัด คุณภาพอากาศออกจากปล่อง
ดีกว่ากฏหมายกำหนด เมื่อ
เทียบกับเกณฑ์ควบคุม
กระบวนการรับวัตถุดิบและระบบควบคุม
มลพิษสำหรับฝุ่นจากกระบวนการปรับสภาพ
วัตถุดิบ
11.6 เท่า
กระบวนการอบแห้งกากมอลต์และปลายข้าว 12.98 เท่า
กระบวนการอบแห้งยีสต์ 23.5 เท่า
กระบวนการผลิตไอน้ำ 1.9 เท่า
   

การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ไทยเบฟ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิต และเครื่องจักรที่ทันสมัย รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเพียงพอภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อความ ยั่งยืนของธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ดังนั้น ไทยเบฟจึงได้เข้าร่วมโครงการ Carbon Footprint ซึ่งเป็น “โครงการยกระดับการแข่งขันอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ที่แสดงถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค

การเข้าร่วมโครงการ Carbon Footprint สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเรา ในการแสดงความโปร่งใสที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลก และปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการปล่อยก๊าซที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในปี 2555 เบียร์ช้างคลาสสิคบรรจุขวดแก้วขนาด 640 มิลลิลิตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 523 กรัม เป็นผลิตภัณฑ์เบียร์รายแรกและรายเดียว ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ; Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้รับการอนุมัติให้ใช้เครื่องหมาย Carbon Footprint

จากความมุ่งมั่นและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเบฟ ทำให้ในปี 2557 เบียร์ช้างคลาสสิค ขนาดบรรจุ 630 มิลลิลิตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 499 กรัม ซึ่งลดลง 3% จากปี 2555 เมื่อเปรียบเทียบปริมาตรบรรจุที่ 630 มิลลิลิตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นและมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างต่อเนื่อง

ภาพแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเบียร์ช้างคลาสสิคบรรจุขวดแก้วขนาด 630 มิลลิลิตรในปี 2557

นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยังนำหลักการ 3Rs ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) มาใช้ เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • Reduce เช่น การลดความหนาและความสูงของขวดสุรา การลดน้ำหนัก ขวดสีชา และการลดความสูงกล่องสุรา
  • Reuse เช่น การนำขวดเก่ากลับมาใช้ซ้ำ และการนำไส้กล่องบรรจุภัณฑ์ เก่ากลับมาใช้ซ้ำ
  • Recycle เช่น การหลอมเศษแก้วเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตขวดใหม่

จากการนำหลัก 3Rs มาใช้ สามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 187 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (kg CO2e/y)

ไทยเบฟ ตระหนักดีว่าพลังงานที่เราใช้ในกระบวนการผลิตสามารถส่งผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซ ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเลือกประเภทของพลังงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปัจจุบัน ไทยเบฟได้ทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานทางเลือกในประเทศไทยโดยเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ผลิตที่เป็นผู้ดูแลการกำจัดก๊าซที่เกิดจากกระบวนการขุดเจาะน้ำมันดิบได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ (C2+) ในการนำก๊าซธรรมชาตินี้มาใช้งานเป็นการส่งเสริมไม่ให้เกิดการปล่อยก๊าซ นี้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเราพบว่า C2+ นี้เป็นพลังงานสะอาดที่มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก และสามารถนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำได้เป็นอย่างดี ดังจะแสดงให้เห็นถึงปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ปล่อยระหว่างการใช้น้ำมันเตาและ C2+ ซึ่งมีปริมาณต่ำกว่าในทุกพารามิเตอร์


ตารางแสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างของการปล่อยปริมาณสารเจือปนในอากาศระหว่างเชื้อเพลิงน้ำมันเตาและ C2+

 

 
การปล่อยสารเจือปน น้ำมันเตา C2+
CO2 (%) 10.58 7.98
Dust (mg/m3) 177.82 16.37
NOx (ppm) 176.12 51.49
     

นอกจากนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ยังได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับโรงงานสุรา บริษัท แก่นขวัญ จำกัด โดยมีเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเฉลี่ยปีละ 74,114 tCO2+e/y ในช่วงปี 2558 ถึงปี 2564 และได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนเป็นโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) กับ UNFCCC จำนวน 2 โครงการ ที่โรงงานสุราบริษัท นทีชัย จำกัด ซึ่งมี เป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเฉลี่ย ปีละ 26,588 tCO2+e/y และโรงงานสุราบริษัท เฟื่องฟูอนันต์ จำกัด มีเป้าหมาย ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศเฉลี่ยปีละ 30,762 tCO2e/y

 
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557
 
ข่าวการพัฒนาที่ยั่งยืน
Sustainability Development Measurement
Stable and Sustainable ASEAN Leader
อ่านต่อ
Thai Beverage Public Company Limited
         
กลุ่มผลิตภัณฑ์

รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน
 
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์ 2558 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
  Social Network