ค้นหา : 
: ราคาหุ้น THBEV
 
 

สุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค

ไทยเบฟในฐานะบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้บริโภค โดยมีความมุ่งมั่นในการผลิตเครื่องดื่มให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล โดยยึดถือความปลอดภัยด้านอาหารต่อผู้บริโภคเป็นมาตรฐานที่มีความสำคัญสูงสุด ภายใต้นโยบายคุณภาพ “ผลิตสินค้ามาตรฐานสากล” ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจในเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการของไทยเบฟ โดยกำหนดนโยบายให้มีการตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่การรับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ส่งถึงผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของไทยเบฟ มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลในทุกด้านและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Management System)

ด้วยความตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ไทยเบฟได้จัดทำและได้รับการรับรองระบบ GMP & HACCP (Good Manufacturing Practice & Hazard Analysis and Critical Control Point) ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 และ ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร ISO 22000 ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานสากลที่ใช้ในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยพิจารณาผลกระทบทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการปนเปื้อนต่อผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 100% ของทุกผลิตภัณฑ์ และยังได้รับการรับรองคุณภาพน้ำดื่มด้วยระบบ National Sanitation Foundation ที่มีการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน U.S.FDA (The United States Food and Drug Administration) อีกทั้งยังมีการควบคุมผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ แสดง ข้อมูลได้ดังตารางแสดงการได้รับการรับรองระบบมาตรฐานระดับสากล

ตารางแสดงการได้รับการรับรองระบบมาตรฐานระดับสากล

หมายเหตุ: ได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน HALAL สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตราช้าง


เบียร์ช้างได้รับรางวัลเหรียญทองเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน (ปี 2551-2553)
จึงทำให้ได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมระดับนานาชาติ จากสถาบัน Monde Selection

หนึ่งในหลายรางวัลคุณภาพที่เราภูมิใจ

การดำเนินการด้านการควบคุมและประกันคุณภาพ

ไทยเบฟมีการกำหนดนโยบายคุณภาพ (Quality Policy) พร้อมทั้งจัดทำแผนคุณภาพ (Quality Plan) เพื่อใช้เป็น มาตรฐานในการควบคุมกระบวนการตรวจรับ การผลิต การติดตาม การตรวจสอบ การทวนสอบผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและสามารถชี้บ่งสอบกลับได้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดำเนินการจัดทำระบบ มาตรฐานการทดสอบตามเกณฑ์ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ดีของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (Good Laboratory Practice /Department of Industrial Works ; GLP/DIW) และการขอการรับรอง ISO/IEC17025 สำหรับห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ในกรณีที่พบผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ไทยเบฟได้จัดทำช่อง ทางการสื่อสารไว้หลากหลายช่องทาง เช่น ทางระบบ Call Center ทางจดหมาย ทางโทรศัพท์สายตรงและทาง E-Mail ซึ่งสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา เพื่อให้เรารับทราบและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

ตารางแสดงรางวัลคุณภาพ

รางวัลระดับสากล

ปี

รายละเอียด

International Golden Award for Food&Beverage 2525 Gold Medal : Sangsom
International Golden Award for Food&Beverage 2526 Gold Medal : Sangsom
Australian International Beer Awards (AIBA) 2541 Gold Medal : Chang Beer
International Golden Award for Food&Beverage 2549 Gold Medal : Sangsom
Australian International Beer Awards (AIBA) 2550 Gold Medal : Archa Beer
Beverage Testing Institute 2551 Gold Medal : Chang Beer Export
Monde Selection 2551 Gold Medal : Chang Beer Export
The 2009 Beer Festival of the South Florida 2552 Gold Medal : Chang Beer Export
Monde Selection 2552 Gold Medal : Chang Beer Export
Monde Selection Bruxelles International Institute for Quality Selections 2552 Mekhong
Monde Selection 2553 Gold Medal : Chang Beer Export
Monde Selection 2553 High International Quality Trophy : Chang Beer Export
Los Angels International Wine&Spirits Awards 2553 Mekhong
International Wine and Spirit Competition 2553 Mekhong
World Beer Awards Best Lager 2554 Chang Beer
Beverage Testing Institute USA 2556 Silver Medal : BlackMask Tropical Chai Spiced Pacic Rum
Monde Selection 2556 Gold Medal : Chang Beer Export
Monde Selection 2557 Gold Medal : Chang Beer Export

นวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ด้วยความใส่ใจในสุขภาพของผู้บริโภค ไทยเบฟมีการสนับสนุนโครงการศึกษานวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย (Functional Drinks) เช่น Vitamin water และ Functional water เป็นต้น รวมถึงการนำผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่า เช่น

  • ยีสต์ นำมาเพิ่มมูลค่าโดยการนำมาทำเป็นสารสกัดจากยีสต์ (Yeast Extract) ใช้เป็นอาหารเสริมโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญให้แก่ร่างกาย หรือ การนำยีสต์ไปเป็นส่วนประกอบในอาหารหรือส่วนผสมต่างๆ (Brewer’s yeast as supplementary food / ingredient)
  • กากชา จากการผลิตชา นำมาสกัดสารคาเทชิน (Catechin) ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ขับขี่ปลอดภัยกับไทยเบฟ

นอกจากการควบคุมดูแลกระบวนการผลิตทำให้ได้มาซึ่ง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยแล้ว ไทยเบฟยังให้ ความสำคัญกับการช่วยลดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยริเริ่มโครงการ “ขับขี่ปลอดภัยกับ ไทยเบฟ” ขึ้นในปี 2547 เพื่อรณรงค์และกระตุ้นจิตสำนึกให้ เกิดวินัยและความรับผิดชอบในการใช้รถใช้ถนน โดยร่วมมือ กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ และ ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

โครงการขับขี่ปลอดภัยกับไทยเบฟ

การอบรมและพัฒนาพนักงาน

ไทยเบฟให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของพนักงาน เพราะเราเชื่อว่า พนักงานเป็นปัจจัย หลักในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามวิสัยทัศน์ 2020 ได้ ทั้งนี้ เรามีแนวทางในการดูแลและพัฒนาศักยภาพ พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยวิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับพนักงานในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม สามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับองค์กรอย่างมั่นคง

การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

ไทยเบฟมีแผนการพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสูง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราได้ดำเนินโครงการริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 อาทิเช่น

การวางแผนพัฒนาส่วนบุคคล
ในการจัดทำแผนพัฒนาส่วนบุคคล พนักงานจะมีโอกาสหารือร่วมกับหัวหน้างานในการวางแผนการพัฒนาส่วนบุคคลของตนเอง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะในงานที่จะช่วยปรับปรุงผลการปฏิบัติงานที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย และ/หรือการพัฒนาที่ช่วยเสริมสร้างจุดแข็งของบุคลากรในการเติบโตขึ้นในตำแหน่งระดับถัดไป ทั้งนี้ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแผนพัฒนาส่วนบุคคล คือ ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหัวหน้างานและพนักงาน ตั้งแต่การร่วมกันวางแผนพัฒนา ตกลงร่วมกันถึงแนวทางการพัฒนา ตลอดจนถึงการติดตามและประเมินผล

การวางแผนการสืบทอดตำแหน่ง
เนื่องด้วยความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมของพนักงานผู้มีศักยภาพในการเติบโตไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร การวางแผนการสืบทอดตำแหน่งจึงได้เริ่มขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในปี 2557 ที่ผ่านมา โดยมีการระบุตำแหน่งงานสำคัญที่จะว่างลงในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการเกษียณอายุงานของผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน และเริ่มมีการเฟ้นหาผู้มีศักยภาพเพื่อมาสืบทอดตำแหน่งในอนาคต โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง กับสำนักบัญชีการเงิน และมีแผนที่จะขยายไปยังทุกสายงานในปี 2558 ทั้งนี้ แผนการสืบทอดตำแหน่งดังกล่าวจะมีการทบทวน เป็นประจำทุกปีเพื่อให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริงขององค์กรมากที่สุด



ผู้บริหารทำการอบรบให้แก่พนักงาน ด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการ

การฝึกอบรมพนักงาน



การพัฒนาและฝึกอบรมผู้บริหาร และพนักงงานของบริษัท

ไทยเบฟให้ความใส่ใจในการประเมินผลงานของพนักงานทุกระดับอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านวัย เพศหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อให้พนักงาน ทุกคนรับทราบผลการดำเนินงานของตนเองในปีที่ผ่านมา ทราบข้อควรปรับปรุงและสามารถวางแผนการพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้พนักงานมีแนวทาง การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและรองรับกับการเติบโตขององค์กร

พนักงานทุกคนจะได้รับการประเมินผลงานประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการประเมินผลงานของพนักงาน 100% ในทุกๆ ระดับ

นอกจากนี้บริษัทยังมีการจัดอบรมให้พนักงาน โดยเลือกหลักสูตรการอบรมให้มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานและระดับของพนักงานแต่ละคน เพื่อเพิ่มทักษะ ความชำนาญและความรู้ให้พนักงานแต่ละคนมีความพร้อมในการทำงาน ให้กับองค์กรต่อไป

ภาพแสดงจำนวนชั่วโมงการอบรมของพนักงานปี 2557


 

 

การกำกับดูแลและหลักธรรมาภิบาล

ไทยเบฟตระหนักดีว่าหลักบรรษัทภิบาลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้น เป็นความรับผิดชอบทางสังคมของเรา และเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการสรรค์สร้างความยั่งยืนของธุรกิจ เรามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจของเราด้วยความโปร่งใส ถูกต้องและความตั้งใจจริงเพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเรื่อยมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

การ‹กำกับดูแลกิจการที่ดี

ไทยเบฟตั้งใจและมุ่งมั่นในการกำกับดูแลกิจการตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี ควบคู่กับการดำเนินงานด้วยระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ กล่าวคือ เราไม่เพียงแต่ประกอบธุรกิจภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านความเป็นมืออาชีพ ความโปร่งใส และดำเนินธุรกิจด้วยหลัก บรรษัทภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน พนักงาน ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ไทยเบฟมีการเปิดเผยรายงานการกำกับดูแลกิจการที่ดีไว้ในรายงานประจำปี 2557 ซึ่งอธิบายถึงเรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการบริษัท นโยบายพัฒนา ผลตอบแทน ความรับผิดชอบและตรวจสอบ สิทธิของผู้ถือหุ้นและความรับผิดชอบ ในรายงานประจำปีดังกล่าวยังมีการเปิดเผยข้อมูลที่มีความสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการ โอกาสการดำเนินธุรกิจในอนาคต และแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้เกิดองค์กรที่มีความยั่งยืน ซึ่งรวมไปถึงการยกระดับศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กร เพื่อสร้างความสามารถในการ แข่งขันและคุณค่าในระยะยาวต่อผู้ถือหุ้น เราให้ความสำคัญต่อการมุ่งมั่น สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจของบริษัทเพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า และแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรด้วย

การที่ธุรกิจจะเจริญเติบโตก้าวหน้า มีความมั่นคงยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับของสังคมได้นั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ การดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ไทยเบฟได้กำหนดให้มี “จรรยาบรรณเครือไทยเบฟเวอเรจ” (Business Ethics of Thai Beverage Group) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่บุคลากรทุกระดับ ต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จรรยาบรรณของเรานั้น ประกอบ ด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ จรรยาบรรณของบริษัท จรรยาบรรณของกรรมการ จรรยาบรรณของผู้บริหาร และจรรยาบรรณของพนักงาน

"จรรยาบรรณเครือไทยเบฟเวอเรจ" นั้นเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบ ที่เรามีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไทยเบฟยึดถือหลักความรับผิดชอบต่อผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ยินยอมให้เกิดการให้ การเสนอว่าจะให้ การรับ การตกลงว่าจะรับ หรือการเรียกร้องสินบนไม่ว่าใน รูปแบบใดๆ



ในปี 2557 ไทยเบฟได้รับรางวัลชนะเลิศ Most Transparent Company Award 2014
ในประเภทบริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียน จากสมาคมผู้ลงทุนในหลักทรัพย์
แห่งประเทศสิงคโปร์ (Securities Investors Association (Singapore) (SIAS))

การที่บริษัทมีจรรยาบรรณของเครือไทยเบฟเวอเรจและบุคลากรทุกระดับ ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้ว จะเป็นผลทำให้ไทยเบฟสามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี

เราได้นำจรรยาบรรณมาปฏิบัติในทุกด้านของการดำเนินธุรกิจและมีนโยบาย โปร่งใส ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ในทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น กรณีการสร้างโรงงานใหม่นั้น บริษัทได้มีการศึกษากฎหมายที่ เกี่ยวข้องและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลโครงการ ควบคุมและตรวจสอบกระบวนการต่างๆให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เรามีการสำรวจทัศนคติและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เพื่อให้ทราบถึงความคิดเห็นของชุมชนโดยรอบ จากผลการศึกษา ไทยเบฟได้พัฒนาแผนปฏิบัติการเพื่อบริหารจัดการและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จรรยาบรรณทางธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของโครงการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ไทยเบฟมีช่องทางในการเข้าถึงข้อปฏิบัติด้านจรรยาบรรณผ่านทาง โครงการ e-learning เพื่อให้พนักงานสามารถทบทวนข้อมูลที่ทันสมัย และถูกต้องได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งในปี 2557 นี้ได้เริ่มโครงการ Code of Conduct - E-learning โดยกำหนดเป็นหนึ่งในเกณฑ์ผ่านการทดลอง งานสำหรับพนักงานใหม่จะต้องอบรมเรื่องจรรยาบรรณ และผ่านการทดสอบในระบบ e-learning


 

ทีม Inventing Cash Van 2020 ผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย
การประกวด Core Values Contest 2014
ทีมผู้ชนะเลิศทั้ง 3 ทีม กับรางวัลทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น
จากการประกวด Core Values Contest 2013


นอกจากนี้ไทยเบฟได้ริเริ่มกำหนด Core Values ตั้งแต่ปี 2554 โดยหนึ่งใน Core Values คือ “Virtue” ซึ่งหมายถึงการยึดมั่นในจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ และความโปร่งใส ทั้งนี้ เราได้ทำการสื่อสาร Core Values และ พฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมเหล่านี้ ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในองค์กร เช่น e-news Intranet บอร์ดประชาสัมพันธ์ การตกแต่งสถานที่ทำงานด้วยป้ายผ้า วีดีทัศน์ กิจกรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานของเราจะมีความเข้าใจ และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ ตลอดปี 2557 ไทยเบฟได้จัดกิจกรรม Core Values Roadshow ตามสถานที่ทำงานทั่วทั้งประเทศ

แนวปฏิบัติจรรยาบรรณเครือไทยเบฟเวอเรจได้ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต โดยไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย มีขั้นตอนในการทำงานที่โปร่งใส ภายใต้การกำกับดูแล ของคณะกรรมการ ทั้งนี้ พนักงานสามารถส่งข้อร้องเรียนเรื่องต่างๆ รวมถึงเรื่องทุจริตได้ผ่านช่องทาง Suggestion Box

ไทยเบฟได้มีการส่งเสริมให้พนักงานทำงานอย่างมีจรรยาบรรณและคุณธรรม เพื่อให้การส่งเสริมเป็นไปอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม สำนักทรัพยากรบุคคลยังได้จัดกิจกรรม “ธรรมะสัญจร” โดยพระมหาสมปอง เทศน์เรื่องการทำงานอย่างมีความสุข ยึดถือความดี ความถูกต้อง และความซื่อสัตย์สุจริต เป็นหลักในการทำงาน โดยเราได้จัดกิจกรรมนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปี 2557 นี้ได้มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 5 ครั้งตามสถานที่ทำงานหลักของพนักงานไทยเบฟทั่วประเทศ

จากการกำกับดูแลกิจการที่ดี นำมาซึ่งความสามารถที่จะปฎิบัติตามข้อกฎหมายได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง นอกจากนี้ไทยเบฟยังเฝ้า ระวัง ป้องกันและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ผ่านการปลูกฝังจิตใต้สำนึกของพนักงาน

การสื่อสารด้านการตลาด

ในการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟ ความรับผิดชอบต่อสังคมและความปลอดภัย ของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของเรา เราตระหนักถึง ผลกระทบที่มีต่อสังคมและความปลอดภัยของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญในเรื่องการควบคุมให้การสื่อสารด้านการตลาดและการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด


กระบวนการ‹ดำเนินงาน

เรามีกระบวนการภายในองค์กร ทำหน้าที่ควบคุมให้การผลิตและการออกสื่อโฆษณาอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยมีการวางนโยบายในการดำเนินงานว่า สื่อโฆษณาทุกชิ้นต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักกฎหมายของเราก่อนเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน

นอกจากนี้ เราได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมการอบรมกับภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ และสำนักกฎหมายของเรา ยังมีการค้นหา ติดตาม รวมรวม และจัดเก็บข้อมูล ให้ฐานข้อมูลของเราครอบคลุมถึงข้อกฎหมาย และรายละเอียดข่าวสารข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เราจะได้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลง ข้อกฎหมาย และจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

การสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร
เราเชื่อว่าการสื่อสารทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่พนักงานและคู่ค้าจะเป็นโอกาสในการแบ่งปันข้อมูล และยังเป็นการติดตามดูแลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายอีกด้วย

ทั้งนี้ ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญในการให้ความรู้ด้านกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการจัดอบรมสัมมนาให้กับฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย และการเผยแพร่กฎหมายทั่วไปด้านอื่นๆ ให้พนักงานรับทราบในรูปแบบของการจัดทำบทความในหัวข้อ Mr. Law เผยแพร่ใน ThaiBev Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารภายในที่ตีพิมพ์รายสอง สัปดาห์เพื่อเป็นการสื่อสารและให้ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่พนักงานของเรา 

 
การร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในส่วนของการปฏิบัติตามกฏหมาย การต่อต้านการทุจริต และการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้อื่น

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังมีการสื่อสารไปยังคู่ค้า เพื่อให้ได้รับทราบและมีความเข้าใจในข้อกฎหมายที่ควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถูกต้อง โดยจัดให้มีนิติกรประจำหน่วยการขายในแต่ละภาคทั่วประเทศ ดูแลคู่ค้า เพื่อให้การสื่อสารไปยังคู่ค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและทั่วถึง

ความร่วมมือกับภาครัฐ

ไทยเบฟมีการสื่อสารกับผู้ออกกฎหมายและผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อีกทั้งเรายังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และเสนอข้อคิดเห็นที่มีต่อกฎหมาย ให้ผู้ออกกฎหมายได้รับทราบ เพื่อร่วมกันพัฒนากระบวนการการออก กฎหมายและการบังคับใช้ให้มีความชัดเจน เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด และ ในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้การออกกฎหมายและการบังคับใช้นั้นเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของธุรกิจ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

กระบวนการดำเนินการและการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับพนักงาน รวมไปถึงคู่ค้าดังกล่าว จะช่วยให้ไทยเบฟปฎิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

ความสัมพันธ์กับชุมชน

"การดำเนินโครงการด้านการรับผิดชอบต่อสังคม (ของไทยเบฟ) ควรมีกรอบในการดำเนินงาน 3 ประการ คืออยู่ใกล้ธุรกิจ มีส่วนร่วมกับทั้งลูกค้าและสร้างส่วนร่วมกับคู่ค้า"

ฐาปน สิริวัฒนภักดี
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

เราเชื่อมั่นว่า การสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และ เป้าหมายที่มีความชัดเจนในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ซึ่งในด้านของการพัฒนาสังคมและชุมชน ไทยเบฟมุ่งที่จะสนับสนุนชุมชนและชาวบ้าน ในท้องถิ่นให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยมและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตเคียงข้างไทยเบฟ ต่อไปอย่างยั่งยืน

ดังนั้น เราจึงได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการพัฒนาโครงการพัฒนาสังคมที่มุ่งเน้นการสร้างชุมชนต้นแบบ (Role Model) สำหรับชุมชนอื่นๆ ในทุกภูมิภาค และช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรในท้องถิ่น ให้สามารถสร้างคุณค่าแก่ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติโดยรวม

เรามีแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินโครงการพัฒนาสังคมและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไทยเบฟได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาชุมชนต้นแบบ (Role Model) ที่พึ่งพาตนเองได้และมีความยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้สมาชิก ในชุมชนร่วมกันคิดและทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนนั้นๆจริงๆ และสามารถนำโครงการไปดำเนินการต่อได้เองในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ไทยเบฟจึงได้ใช้กลยุทธ์ Hub and Spoke ที่ช่วยสร้างความร่วมมือ จากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน โดยเริ่มต้น จากการสร้างชุมชนที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นต้นแบบ (Hub) ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ และมีอิทธิพลต่อชุมชนโดยรอบเพื่อให้เกิดความสนใจ และดำเนินการตามต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว


ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จะเป็นผู้รับผิดชอบ โครงการ และได้มีการดำเนินการโดยแบ่งชุมชนเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มคือ ชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงงาน และชุมชนที่มีศักยภาพเป็นต้นแบบ (Hub) ได้

การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

พื้นที่รอบโรงงานคิดเป็น 90.4% ของพื้นที่ทั้งหมด
(พื้นที่ทั้งหมด 21 โรงงาน มีการดำเนินการไปแล้ว 19 โรงงาน)

พื้นที่เป้าหมายการขาย คิดเป็น 50% ของพื้นที่ทั้งหมด
(พื้นที่ทั้งหมด 22 จังหวัด มีการดำเนินการไปแล้ว 11 จังหวัด)


ชุมชนรอบโรงงาน

ไทยเบฟได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงาน นอกจากนี้ เรามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าเราคงไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปราศจากการสนับสนุนจาก ชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะเหตุนี้เราจึงริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการ ของชุมชน ดังตัวอย่างเช่น



กิจกรรมการอบรมค่ายเยาวชน โครงการเยาวชนต้นแบบชุมชนบางคูวัด 

โครงการเยาวชนต้นแบบชุมชนบางคูวัด

บริบทการพัฒนา ความยั่งยืน
  • ชุมชนรอบโรงงานเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อกิจการ
  • มักเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกิจการ
  • เนื่องจากเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่มีการพัฒนาที่เหลื่อมล้้า ทำให้เด็กมีความเสี่ยงในสิ่งล่อแหลมต่างๆ
วัตถุประสงค์โครงการ
  • เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้นำชุมชนจำนวน 60 คน ภายใน 3 ปีแรกของโครงการ
  • เพื่อพัฒนาศักยภาพในการเป็นผู้นำผ่านการอบรมและให้คำปรึกษาแก่ผู้นำเยาวชนจำนวน 120 คน ภายใน 3 ปีแรกของโครงการ
  • เพื่อพัฒนาอย่างน้อย 6 โครงการนำร่องด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิเช่น ด้านการส่งเสริมคุณค่าวัฒนธรรม ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพชีวิตทางกายภาพ และด้านการศึกษา ภายใน 3 ปีแรกของโครงการ
  • เปิดโอกาสให้พนักงานบริษัทไทยเบฟ ได้มีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน
การดำเนินงาน
  • พัฒนาภาวะผู้นำในกลุ่มเด็กและเยาวชน ในพื้นที่รอบโรงงานบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด จ.ปทุมธานี
  • สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยกลุ่มพนักงานของโรงงานบริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด และเชื่อมโยงกับการเพิ่มศักยภาพ เด็กนักศึกษาทุนในฐานะพี่เลี้ยงจากโครงการ Beta Young Entrepreneur
  • นำศักยภาพของเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ มาเป็นตัวเชื่อมสู่ผู้นำชุมชนที่อยู่รอบโรงงานจำนวน 12 หมู่บ้าน
ระยะเวลาโครงการ 2556-2558
ผลการดำเนินงาน อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน โดยในขณะนี้เด็กและเยาวชนได้ริเริ่ม 6 โครงการนำร่องภายใต้ชมรมเยาวชนต้นแบบ ชุมชนบางคูวัด ขึ้นในชุมชน และมีความตื่นตัวและสร้างการรับรู้ต่อองค์กรและโครงการมากขึ้น
การติดตามผล ลงพื้นที่ติดตามผลและทำงานร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซียอย่างต่อเนื่อง

โครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม
ไทยเบฟให้ความสำคัญกับชุมชนรอบโรงงานเป็นอย่างมาก เพราะเราเชื่อว่า เมื่อชุมชนมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แน่นอนว่าธุรกิจที่มีการดำเนินกิจการอยู่ในชุมชนจะเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้การเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนยังสร้างให้เกิดความสัมพันธ์อันดี และเป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในชุมชนได้เป็นอย่างดี

เราจึงมุ่งมั่นที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ เราจึงได้ริเริ่มโครงการชุมชนดีมีรอยยิ้มขึ้น เพราะ “รอยยิ้ม” คือ สัญลักษณ์แห่งความสุข เราจึงไม่หยุดที่จะสานต่อ และขยายพื้นที่เพื่อสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ร่วมกับภาคี และพันธมิตร เพื่อร่วมกันสร้างชุมชน และสังคมที่ดี ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรานำบุคลากรจากโครงการเพื่อสังคมที่เราทำอยู่แล้วมา ต่อยอดในโครงการนี้

โครงการสร้างชุมชนดี 12 ชุมชน ไทยเบฟให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะในส่วนของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ โดยเราได้มีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์ของชุมชนเพื่อที่จะสามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้ตรงจุด และความท้าทายที่เราพบคือ วิทยากรระดับประเทศด้าน วิชาการ ดนตรี ศิลปะ และกีฬายังเป็นสิ่งที่เด็ก และเยาวชนต้องการแต่สามารถเข้าถึงได้ยาก

โดยสิ่งที่เราได้กลับมาจากการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนคือ ประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อองค์กร มีความเข้าใจและชัดเจนในความรับผิดชอบ ต่อสังคมของเรา ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยเบฟกับชุมชนแล้ว ยังส่งผลให้หน่วยงานภายในของเรามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย

การศึกษา
ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนให้ความสนใจในการอ่าน ภายใต้โครงการเล่มนี้ให้น้อง โดยนำหนังสืออ่านนอกเวลาและสาระความรู้ไปมอบให้แก่เด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อสังคม (Beta Young Entrepreneur) ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกับโครงการชุมชนดีมีรอยยิ้มในการแนะแนวทางการศึกษา ทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดย นักศึกษา Beta Young Entrepreneur ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสิริวัฒนภักดี ร่วมกับสภาหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดตั้งโครงการดังกล่าวภายใต้หลักสูตรปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต รวมถึงปลูกจิตสำนึกให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

 

เด็กและเยาวชนในโครงการ ไทยเบฟ... ร่วมสร้างชุมชนดีมีรอยยิ้ม นักศึกษาในโครงการ Beta Young ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมในโครงการต่างๆ
"รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์"
นอกเหนือไปจากการร่วมให้การสนับสนุนและส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ในด้านต่างๆแก่ผู้เรียนแล้ว ไทยเบฟยังเห็นถึงความสำคัญของ "ครู" ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มุ่งมั่นเสียสละ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผ่านโครงการพระเมตตาสมเด็จย่า "รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" ที่ได้มอบรางวัล ให้แก่ครูดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากครูอาสาสมัคร ครูจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา ครูตำรวจตระเวนชายแดน ครูในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทุรกันดารบนพื้นที่สูง (9 จังหวัดภาคเหนือ) และ3 จังหวัด ชายแดนใต้ "รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" นี้ นอกจากจะเป็นการประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติประวัติ เผยแพร่ผลงานคุณงามความดีของครูผู้เสียสละ และเป็นแบบอย่างที่ ดีให้ปรากฏแก่ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไปแล้วยังได้ร่วมสร้าง ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ "ครู" ดีเด่นดังกล่าวในการ สร้างสรรค์ประโยชน์สู่ประเทศชาติต่อไป

ดนตรีและศิลปะ
ได้มีวิทยากรจิตอาสาที่เป็นผู้ฝึกสอนมืออาชีพจากมูลนิธิ อ.สุกรี เจริญสุข มาให้ความรู้ทักษะทางด้านดนตรี ส่วนในด้านของศิลปะ ตัวแทนศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในกิจกรรมกับเรา

 

การฝึกทักษะด้านดนตรี โดยมูลนิธิ อ.สุกรี เจริญสุข และการฝึกทักษะด้านศิลปะจากศิษย์เก่าม.ศิลปากร ในโครงการ ไทยเบฟ...ร่วมสร้างชุมชนดีมีรอยยิ้ม
 



หนึ่งในความภาคภูมิใจในการสนับสนุน เบิร์ด เอกชัย เจียรกุล แชมป์โลกกีตาร์คลาสสิก
โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรายการแข่งขันที่สำคัญสุดในวงการกีตาร์คลาสสิก
"GFA Guitar Foundation of America International Concert Artist Competition 2014"

 

กีฬา
ไทยเบฟได้ดำเนินกิจกรรมด้านกีฬาฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังมากว่า 15 ปี ด้วยตระหนักในความสอดคล้องของกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความสนใจและให้ความนิยม เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของไทยเบฟที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ

การสนับสนุนกีฬาฟุตบอลของไทยเบฟเป็นไปอย่างรอบด้าน โดยให้การสนับสนุนในระดับเยาวชน ระดับอาชีพ ระดับชาติ จนถึงระดับสากล อันเป็นแนวทางที่ปฎิบัติอย่างจริงจังสอดคล้องกับแนวทางการปฎิบัติงานอย่างยั่งยืน โดยในห้วงเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา งบประมาณกิจกรรมส่วนใหญ่ เน้นการ มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬาของไทยเบฟ ซึ่งเน้นกีฬาฟุตบอลเป็นหลัก โดยเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งโครงการ Thaibev Football Academy ที่ต้องการเปิดโอกาสให้แก่เยาวชนทั่วไปได้เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะในการเล่นฟุตบอลอย่างถูกต้อง และให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาตามมาตรฐานสากล โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาสู่วงการฟุตบอลอาชีพ จากนั้นไทยเบฟได้กระจายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศกับโครงการ Chang Mobile Football Unit ซึ่งเป็นคลินิกฟุตบอลเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทย และโครงการ Chang Advanced Football Camp โดยในแต่ละปี ไทยเบฟได้กระจายโอกาสการฝึกอบรมทักษะการเล่นฟุตบอลตามภูมิภาคต่างๆ กว่า 30 จังหวัดตามพื้นที่ตั้งของโรงงานและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ต้องการเสริมสร้างศักยภาพทางกีฬาฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง

การฝึกทักษะฟุตบอลโครงการ ฉhang Mobile Football Unit
 
เด็กและเยาวชนในโครงการ Chang Junior
 

นอกเหนือจากการกระจายโอกาสแล้ว ไทยเบฟยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาเชิงลึก คือการพัฒนากีฬาฟุตบอลสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดตั้งทีมฟุตบอลเยาวชน Chang Junior รุ่นอายุ 12-14-16 ปี โดยคัดเลือกจากเยาวชนภายใน Thaibev Football Academy รวมถึงโครงการคัดเลือกนักฟุตบอลเยาวชนจากทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับทุน “ช้างเผือก” ของโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และโครงการที่ทางไทยเบฟจับมือกับสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน ประเทศอังกฤษกับโครงการ Chang Everton Junior Football กับ 4 โปรแกรมใหญ่คือ Chang-Everton Advanced Football / Chang-Everton Coaching-C License (AFC) / Chang-Everton Junior Cup / ช้างไทยไปเอฟเวอร์ตัน อันเป็นการสร้างประสบการณ์และหนทางการไปสู่นักฟุตบอลอาชีพอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดการฝึกอบรม การสร้างความรู้ที่แข็งแกร่งสู่การปฎิบัติทั้งหมดคือ แนวทางการดำเนินงานของไทยเบฟสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยังไม่นับรวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรในวงการฟุตบอลระดับต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และด้วยความต่อเนื่องและชัดเจนในการดำเนินงานทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยเบฟเป็นบริษัทเอกชนที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดแห่งหนึ่งในวงการฟุตบอลไทย 

โครงการพัฒนาชุมชนโดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง (School Bird)

บริบทการพัฒนา ความยั่งยืน
  • ชุมชนมีความเป็นชุมชนเมือง มักขาดความเข้มแข็งและแบ่งฝ่าย เนื่องจากมีปัญหาด้านการเมืองท้องถิ่น ทำให้ความร่วมมือในชุมชนน้อย
  • หากทางกิจการ (บ.เฟื่องฟูอนันต์ จำกัด) ไม่สามารถตอบรับต่อข้อเรียกร้องหรือการขอสนับสนุนได้ทันเวลา อาจจะสร้างให้เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้นมาได้
วัตถุประสงค์โครงการ
  • เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
  • เพื่อให้เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน และเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย
  • เพื่อพัฒนาศักยภาพครู นักเรียน สร้างจิตสาธารณะและแบ่งปัน
การดำเนินงาน
  • ไทยเบฟร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (The Population & Community Development Association : PDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  • ในปี 2556 “ไทยเบฟ” ได้ขยายความร่วมมือไปสู่โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง School Bird ในพื้นที่ โรงเรียนบ้านท่าตูม จังหวัดปราจีนบุร
  • สถาบันการศึกษาเป็นศูนย์การสร้างกระบวนการในการพัฒนาชุมชนทั้งระบบ ตั้งแต่หน่วยปกครองท้องถิ่น หน่วยงานและบุคลากรด้านการศึกษา เด็ก เยาวชน ตลอดจน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้สามารถขับเคลื่อนเป็นต้นแบบและขยายให้ตำบล หมู่บ้านรอบข้างสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้
ระยะเวลาโครงการ 2556-2558
ผลการดำเนินงาน
  • ขณะนี้ได้มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้เกษตรอาหารกลางวัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถนำผลผลิตจากการดำเนินการ ไปสร้างรายได้
  • เกิดความร่วมมือกันอย่างดีระหว่างชุมชน โรงเรียน และกิจการของไทยเบฟ
  • ชาวบ้านมีการร่วมกลุ่มเพื่อสร้างให้เกิดการพัฒนาชุมชนของตนมากขึ้น
การติดตามผล มีการติดตามผลร่วมกับทางสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง


สาธารณสุข

จัดสร้างถวายเป็นพระราชกุศล "โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์" สถาบันดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตชั้นนำของเอเชีย
ไทยเบฟผ่านมูลนิธิสิริวัฒนภักดีร่วมให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาล"สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์"รวมถึงจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาส ปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปีตั้งแต่เมื่อปี 2549 รวมใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 2 ปีเศษ เริ่มเปิดให้บริการผู้ป่วยนอก เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2555 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อโรงพยาบาล"สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์"เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2550 ซึ่งมีที่มาจากพระนามของ 2 พระองค์คือพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระนามของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงสงขลาราชนครินทร์ซึ่งมีพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงต่อผู้ป่วยโรคไตมาช้านานและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 ทรงรับเป็นองค์ประธานมูลนิธิและจดทะเบียน"มูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์" และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2556

และด้วยเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะส่งเสริมให้ "โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์" เป็นมากกว่าโรงพยาบาลเฉพาะทางในการที่จะร่วมให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตอย่างครบวงจร จึงได้มอบทุนสนับสนุนสำหรับศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมให้เกิดองค์ความรู้แก่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนางพยาบาลด้านอายุรศาสตร์โรคไต ได้นำไปศึกษาวิจัยค้นคว้า แนวทางการป้องกันการดูแลรักษา และให้ความรู้แก่ประชาชน รวมทั้งสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนและ ถ่ายทอดให้แก่บุคลากรผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์ในหน่วยงานอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น ในอันที่จะขยายความร่วมมือและร่วมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยอย่างจริงจัง



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
ในฐานะองค์ประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ เสด็จเยี่ยมชม รพ. สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์

 


"โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์" โรงพยาบาลเฉพาะทางในการรักษาและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคไตแห่งแรกในประเทศไทย

 

สถานพยาบาล ช้างคลินิกเวชกรรม
สถานพยาบาล ช้างคลินิกเวชกรรม เกิดขึ้นจากดำริของคุณเจริญ - คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี เพื่อให้บริการด้านสาธารณสุข ตรวจรักษาประชาชนในชุมชนใกล้เคียงโรงงาน และประชาชนทั่วไป มีการจัดคณะแพทย์เฉพาะทาง มาให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คิดค่ารักษา (คิดเฉพาะค่ายาในราคาต้นทุนเท่านั้น) เปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549 ที่ ต.แม่ลาด อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร และได้รับป้ายพระราชทานจาก สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก



โครงการช้างคลินิก ความใส่ใจ ดูแลและแบ่งปันด้านสาธารณสุข ในพื้นที่ จ. กำแพงเพชร

 

ชุมชนต้นแบบ (Model)
นอกจากชุมชนรอบโรงงานแล้ว เรายังมีการดำเนินการกับชุมชนที่มีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะสร้างให้เกิดเป็นต้นแบบ (Model) โดยเรามีวิธีการประเมินศักยภาพ ชุมชนจากการวิเคราะห์จากความเข้มแข็งของผู้นำชุมชนเป็นหลัก เราเชื่อว่าการปลูกจิตสำนึกต้องปลูกที่ระดับบุคคลก่อน และชุมชนจะต่อยอดด้วยตนเองได้ ก็ต่อเมื่อ มีผู้นำที่เข้มแข็ง มีเครือข่ายที่จะขยายผลไปยังชุมชนอื่นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล ตัวอย่างการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้รับการยอมรับ และถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในหลายพื้นที่ในประเทศ ได้แก่

โครงการต้นแบบตำบลสัมมาชีพ
"ไทยเบฟ" ร่วมมือกับมูลนิธิสัมมาชีพ และนักธุรกิจจิตอาสา ลงพื้นที่ค้นหาตำบลเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพของแผนแม่บทของชุมชนให้เกิดผลสำเร็จ บนพื้นฐาน แนวคิดของ นพ.ประเวศ วะสี ที่ว่าใช้ชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม นำมาสู่การหารือร่วมกันและเกิดโครงการ 1 บริษัท 1 ตำบลสัมมาชีพ พร้อมกับหาพื้นที่ตำบลต้นแบบแห่งการพัฒนา ตามศักยภาพ ของชุมชนและตำบล ให้สอดคล้องกับจุดเด่นของพื้นที่นั้นๆ ที่สำคัญประชาชนใน พื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนา ร่วมคิด ร่วมหาแนวทางในการแก้ปัญหาและลด อุปสรรคในพื้นที่ให้เป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้มีตำบลที่ได้รับ การคัดเลือก 3 ตำบล ได้แก่ โครงการ 1 ไร่เกษตรอินทรีย์ 1 บริษัท 1 ตำบลสัมมาชีพ (จังหวัดน่าน)
ตำบลบัวใหญ่ จังหวัดน่าน เป็นชุมชนเป้าหมายที่ถูกประเมินศักยภาพให้เป็นชุมชน ต้นแบบ (Hub) เราจึงได้เริ่มดำเนินงานจากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของชุมชน ทำให้เราพบปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอันก่อให้เกิดภูเขาหัวโล้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แหล่งน้ำในชุมชนยังมีสภาพเหือดแห้ง มีการบุกรุกป่า อีกทั้งคนในชุมชนเป็นโรคมะเร็งกันมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร





รูปแบบของการตะบันน้ำขึ้นสู่ที่สูง เพื่อการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อพืชผลที่ปลอดสารพิษ
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านในโครงการ 1 ไร่เกษตรอินทรีย์
ของตำบลต้นแบบสัมมาชีพ ต. บัวใหญ่ อ. นาน้อย จ. น่าน กับการเรียกคืนความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ป่า

ผลสำเร็จที่ได้รับจาก โครงการ 1 ไร่เกษตรอินทรีย์ ของตำบลต้นแบบสัมมาชีพ จ. น่าน

รายได้เฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 บาท
ต่อครัวเรือน
ปริมาณสารเคมีในร่างกาย
ของชาวบ้านที่ร่วมโครงการลดลง
สมาชิกเริ่มต้นประมาณ 100 คน
ปัจจุบันเพิ่มเป็น 300 คน

เราจึงได้เข้าไปช่วยวางแผนต่อยอดจากแผนการพัฒนาของชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ ผืนป่า และการใช้สารเคมีทางการเกษตรไปพร้อมๆ กัน จึงเกิดเป็นแนวคิดในการชักชวนชาวบ้านให้ทดลองทำการเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มจาก 1 ไร่แล้วค่อยๆขยายผลเพิ่มขึ้น ซึ่งเน้นทำที่บริเวณที่ติดแหล่งน้ำเป็นสำคัญ เพื่อที่จะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ แหล่งน้ำบริเวณนั้นได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังให้ชาวบ้านที่เข้าร่วม โครงการทำการออมเงินวันละ 1 บาท เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับดำเนินงาน โครงการต่อยอดไปในระยะยาวได้เอง โดยเริ่มแรกมีชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 100 คน

หลังจากดำเนินงานเราได้พบความท้าทายนั่นคือยังคงเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะแหล่งน้ำมีสภาพเหือดแห้งไปทั้งหมด 214 สายย่อย เหลือเพียง 4 สายที่ยังมีน้ำไปใช้ในการเกษตรได้ ทำให้การทำเกษตร อินทรีย์ไม่ได้ผลดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับพื้นที่โครงการเป็นพื้นที่สูงมีลักษณะเป็นภูเขา เราจึงได้นำเอาแนวทางจากโครงการบริหารจัดการน้ำบนที่สูง ซึ่งเป็นแนวทางจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ โดยได้รับการสนับสนุนวิศวกร จากศูนย์ภูฟ้าพัฒนามาช่วยให้ความรู้ในการตะบันน้ำขึ้นสู่ที่สูง โดยเริ่มเลือกพื้นที่ต้นแบบ 11 จุด ครอบคลุมเชื่อมต่อพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ รวมประชากรประมาณ 165 ครัวเรือนไปพร้อมๆ กัน

ผลจากการดำเนินงานได้ผลเกินที่ได้คาดการณ์ไว้คือแหล่งน้ำเกิดความ อุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว เกษตรอินทรีย์ใกล้แหล่งน้ำมีผลผลิตดี โดยเรามีการทดลองวัดผลจากรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการโดยเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 บาทต่อครัวเรือน อีกทั้งมีการสุ่มตรวจปริมาณสารเคมีในร่างกายของชาวบ้าน พบว่ามีปริมาณที่ลดลง ผลจากการดำเนินงานทำให้ชุมชนตำบลบัวใหญ่กลายเป็นที่รู้จัก ของชุมชนละแวกใกล้เคียง (Spoke) อย่างรวดเร็ว เกิดแนวร่วมจากภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุน จากเดิมที่มีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 100 คนเพิ่มเป็น 300 คนในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้โครงการยังก่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้ภาครัฐหันมาฟื้นฟูฝายกั้นน้ำให้กลับมามีสภาพที่ดีอีกด้วย

จากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน และจากแนวคิดริเริ่มในการเข้าไปพัฒนาชุมชนให้อยู่ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กลยุทธ์ Hub and Spoke ประกอบกับความสัมพันธ์อันดีที่ไทยเบฟมีกับหน่วยงานต่างๆมากมาย ทำให้โครงการประสบความสำเร็จจนกลายเป็นโครงการต้นแบบที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดกับชุมชนอื่นต่อไป




ภาพการดำเนินงานเพื่อพัฒนาตำบลต้นแบบโพนทอง ให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมอาชีพและสร้างเศรษฐกิจชุมชน
ภายใต้แนวคิดตำบลต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งตำบล พื้นที่ ต. โพนทอง อ. เมือง จ. ชัยภูมิ

โครงการไทยเบฟร่วมสร้างต้นแบบตำบลเกษตรอินทรีย์ (จังหวัดชัยภูมิ)

บริบทการพัฒนาความยั่งยืน
  • ชุมชนมีความสามารถและภูมิปัญญาด้านการแปรรูปข้าว แต่ไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันก็ขาดช่องทางการขายที่หลากหลาย และขาดบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
  • ปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากการทำการเกษตร
  • ขาดการบริหารจัดการชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์โครงการ
  • เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ต้นแบบ
  • เพื่อลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้านการทำนา และปลูกผัก
  • เพื่อพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ทักษะการทำเกษตรอินทรีย์และเทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตข้าวและผัก และการบริหารจัดการให้แก่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
  • เพื่อพัฒนาแปลงสาธิต เพิ่มผลผลิตข้าวอินทรีย์ และผักปลอดสารพิษ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
การดำเนินงาน ระยะที่ 1
  • พัฒนาระบบการผลิตกลุ่มข้าวฮางงอกทั้งระบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
  • พัฒนาและปรับปรุงระบบการผลิตน้ำดื่มชุมชน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของชาวบ้านในพื้นที่ และเพื่อสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำดื่มสะอาดให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจตำบล
  •  
ระยะที่ 2
  • ผลักดันให้เกิดแผนแม่บทตำบลด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งตำบล ประกอบด้วย
    • จัดทำแปลงสาธิต ทำนาประณีต 20 ครัวเรือน 20 ไร่ (ข้าวไรซ์เบอรรี่)
    • จัดทำแปลงสาธิตปลูกผักอินทรีย์ 25 ครอบครัว
    • พัฒนากลุ่มปุ๋ยชีวภาพเพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการทำการเกษตรอินทรีย์ภายในตำบล
ระยะเวลาโครงการ 2556 - 2557
ผลการดำเนินงาน
  • สามารถผลิตข้าวฮางงอกได้ด้วยกระบวนการที่ได้มาตรฐานและมีตลาดที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะตลาดจากบริษัทขนาดกลาง-ใหญ
  • ผู้นำทำนาแปลงสาธิตในรูปแบบนาประณีตและอินทรีย์ จำนวน 20 ครอบครัว
  • สามารถเพิ่มผลิตข้าวได้ 800 ก.ก.-1,000 ก.ก.ต่อไร่ รายได้เพิ่มขึ้น 6,000 บาท ถึง 10,000 บาท ต่อไร่
  • ผู้นำเกิดความรู้ความชำนาญด้านการทำนาประณีต สามารถนำความรู้ไปขยายผลสู่ชุมชนได้
  • เกิดการต่อยอดกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน ให้สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและราคาถูก จำหน่ายและใช้ในชุมชนได้
  • การทำเกษตรอินทรีย์สามารถลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรได้
  • สมาชิกปลูกผักอินทรีย์ จำนวน 25 ครอบครัวสามารถปลูกผักอินทรีย์ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เกิดรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 บาท /เดือน /ครอบครัว และสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าเดิมไม่น้อยกว่า 20%
  • เกิดแหล่งเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์นอกฤดู 1 ไร่ 1 ครอบครัวจำนวน 25 แห่ง
การติดตามผล ลงพื้นที่ติดตามผลด้านการบริหารจัดการการขายและขยายพื้นที่ให้ตำบลเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้แก่พื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

 

 

โครงการต้นแบบตำบลแห่งการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ผ่านการท่องเที่ยวชุมชน (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

บริบทการพัฒนาความยั่งยืน ชาวบ้านขาดองค์ความรู้และทิศทางในการจัดการชุมชน
  • การบริหารจัดการและวางแผนการท่องเที่ยวชุมชนที่ได้มาตรฐาน
  • การพัฒนากลุ่มสมุนไพรท้องถิ่น ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้
  • ป่าชายเลนและทรัพยากรเริ่มลดจำนวนลง
  • การผนวกรวมให้ทรัพยากรในพื้นที่สามารถเป็นแหล่งในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้
วัตถุประสงค์โครงการ
  • เพื่อพัฒนาต่อยอดกิจกรรมชุมชน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ตำบล ที่มีความครอบคลุมในมิติต่างๆ ของชุมชน (ท่องเที่ยว สมุนไพร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ )
  • เพื่อพัฒนากลุ่มกิจกรรม/ วิสาหกิจชุมชน อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
  • เพื่อพัฒนากลไกการทำงานให้ผนวกรวมทุกกิจกรรม เพื่อสะท้อนศักยภาพรวมของชุมชน
  • เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากร และวิถีชีวิตชุมชน
การดำเนินงาน จุดประกายและให้องค์ความรู้ด้านการผนวกทรัพยากรในท้องถิ่นทั้งหมดให้ออกมาในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นโดยนักท่องเที่ยวและคนในชุมชนเอง
ระยะเวลาโครงการ 2557
ผลการดำเนินงาน อยู่ในระหว่างการพัฒนา
การติดตามผล ติดตามและร่วมวางแผนกับผู้ประสานงานและชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

 

กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน เริ่มต้นจากศักยภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่
แปรเปลี่ยนเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชุมชนในตำบลต้นแบบสัมมาชีพ
พื้นที่ ต. เขาถ่าน อ. ท่าฉาง จ. สุราษฎร์ธานี
โครงการไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว 15 ปี บนเส้นทางแห่งการแบ่งปันไออุ่น
โครงการนี้ได้เริ่มขึ้น เพราะ ไทยเบฟ ต้องการแบ่งปันไออุ่นผ่านผ้าห่มสีเขียวที่มีคุณภาพดีแก่ผู้ประสบภัยหนาว โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่องและเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีฐานะยากจน โดยมอบปีละ 200,000 ผืน ทั้งนี้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมานี้ (2543-2557) เป็นจำนวน 3 ล้านผืน (หากนำมาเรียงต่อกัน จะมีความยาวเท่ากับ 6,090 กิโลเมตร หากคำนวนเป็นพื้นที่รวม เท่ากับ 7,740,000 ตารางเมตร) ไทยเบฟ ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ผนึกกำลังและความทุ่มเท เพื่อการส่งมอบไออุ่นไปยังแต่ละจังหวัด และยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่แต่ละจังหวัดในการส่งมอบผ้าห่มจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  • ความต่อเนื่องในการดำเนินโครงการ ตลอดระยะเวลาที่เรามุ่งมั่นตั้งใจที่ทำโครงการมาตลอด 15 ปี ทำให้เราได้มอบไออุ่นสู่ผู้ประสบภัยได้ถึง 3 ล้านผืน และจะมุ่งมั่นต่อไปตามปณิธาน การให้และการแบ่งปันสู่สังคม 15 ปีที่ผ่านมา คือความภาคภูมิใจของไทยเบฟ และทีมงานทุกคนที่ได้ร่วมในโครงการนี้
  • การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างไทยเบฟ กับ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชนอื่นๆ
  • คุณภาพผ้าห่ม "ไทยเบฟ" ตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดมาตลอด 15 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าผ้าห่มแต่ละผืนมีคุณภาพ สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • ช่วงเวลาการมอบ "ไทยเบฟ" มีปณิธานที่ต้องการให้ผู้ประสบภัยได้รับผ้าห่ม ก่อนความหนาว จะมาเยือนในแต่ละปี

นอกเหนือจากการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือผู้คนในภาวะวิกฤติ ตลอดจนเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว ในทุกกิจกรรมที่ไทยเบฟลงพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม เราพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ของเราไปสู่ทุกชุมชน เพื่อให้คนทุกช่วงวัยได้รับรู้ถึงความตั้งใจของเรา และรู้สึกได้ว่า "เราอยู่กับคุณทุกช่วงเวลา"



โครงการ ไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว กับการแบ่งปันไออุ่นต่อเนื่อง 15 ปี

 
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557
 
 
 
 
ข่าวการพัฒนาที่ยั่งยืน
Sustainability Development Measurement
Stable and Sustainable ASEAN Leader
อ่านต่อ
Thai Beverage Public Company Limited
         
กลุ่มผลิตภัณฑ์

รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน
 
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์ 2558 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
  Social Network